Home  |  Contact  |  About us  |     

   


กระบวนการเรียนรู้ของเด็กออทิสติค

ความหมายและลักษณะของเด็กออทิสติค
ออทิซึมหรือเด็กออทิสติค (Autism หรือ Autistic disorder) คือ เด็กที่มีความผิดปกติทางด้านพัฒนาการที่เกี่ยวกับสังคม อารมณ์ และการสื่อภาษาอย่างรุนแรง อาจจะมีหรือไม่มีปัญญาอ่อนร่วมอยู่ด้วยก็ได้
ในวัยเด็กเล็ก ออทิซึมจะมีลักษณะเงียบเฉยดูเหมือนตุ๊กตาที่มีชีวิต แต่ไม่มีจิตใจและอารมณ์ไม่เรียกร้องอะไรทั้งสิ้น แม้แต่หิวหรือถ่ายปัสสาวะ - อุจจาระออกมาเปียกเลอะเทอะก็ไม่ร้องไห้ แต่อาจร้องเสียงดังอยู่ได้นานหลายชั่วโมง โดยไม่มีสาเหตุ นอนหลับได้เพียงระยะสั้นๆ หรืออดนอนได้ถึง 2 - 3 วัน โดยไม่มีลักษณะอ่อนเพลีย จะแสดงอาการไม่พอใจ โกรธ โดยกรีดร้องเสียงดัง เมื่อเด็กถูกอุ้ม ป้อนอาหาร อาบน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม หรือแต่งตัวให้เด็กเหล่านี้จะมีพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อได้ดี สามารถนั่ง คลาน ยืนเดินได้ตามวัยเหมือนเด็กปกติ นอกจากพบว่ามีปัญญาอ่อนร่วมด้วยพัฒนาการเหล่านี้จึงจะล่าช้า

ลักษณะของเด็กออทิสติค
1. สูญเสียทางปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
1.1 ไม่สามารถแสดงถึงการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่น เช่น ไม่มีการสบตากับผู้ใด ไม่มีการแสดงออกทางสีหน้า กิริยาหรือท่าทางแต่อย่างใด
1.2 ไม่มีความสามารถที่จะผูกพันกับใครเพื่อให้เป็นเพื่อนกันได้
1.3 ขาดการแสวงหาเพื่อที่จะเล่นสนุกกับใคร ไม่แสดงความสนใจที่จะทำงานร่วมกับใคร ไม่สามารถทำประโยชน์ต่อส่วนรวมกับผู้อื่นได้
1.4 ไม่สามารถติดต่อทางสังคม และการแสดงออกทางอารมณ์ให้เหมาะสมเมื่ออยู่ในสังคม
2. สูญเสียการสื่อภาษาหรือสื่อความหมาย
2.1 มีความล่าช้า หรือไม่มีการพัฒนาในด้านภาษาและการพูด หรือไม่สามารถใช้กริยาท่าทางในการสื่อความหมายกับผู้อื่นได้
2.2 บางรายที่สามารถพูดได้แล้ว ก็ไม่สามารถสนทนาโต้ตอบกับผู้อื่นได้อย่างเข้าใจและเหมาะสม
2.3 การพูดจะพูดซ้ำๆ ในสิ่งที่ตนเองต้องการพูด และสนใจโดยไม่สนใจว่าจะมีผู้อื่นฟังหรือไม่
2.4 ไม่สามารถเล่นสมมุติได้ด้วยตนเอง หรือไม่สามารถเล่นลอกเลียนแบบที่เคยพบเห็นในสังคมได้อย่างเหมาะสมตามวัย
3. พฤติกรรมทางอารมณ์
3.1 มีพฤติกรรมซ้ำๆ อย่างเดียวหรือมากกว่าหนึ่งอย่างก็ได้ มีความสนใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยเฉพาะที่ผิดปกติอย่างเด่นชัด เช่น สนใจมองใบพัดลมที่กำลังหมุนอยู่ได้ทั้งวัน
3.2 ไม่สามารถยืดหยุ่นในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่เคยทำซ้ำๆ เป็นประจำได้โดยต้องกระทำตามขั้นตอนเหมือนเดิมทุกครั้ง
3.3 มีการเคลื่อนไหวซ้ำๆ เช่นการกระดิกนิ้วมือไปมา การโบกมือไปมา การหมุนมือหรือการหมุนตัวไปรอบๆ เป็นต้น
3.4 มีความสนใจเกี่ยวกับส่วนใดส่วนหนึ่งของวัตถุ หรือของเล่นเท่านั้น เช่น ถ้ายื่นรถสำหรับเด็กเล่นให้ เด็กจะสนใจหมุนแต่ล้อใดล้อหนึ่งเล่นเท่านั้น จะไม่สนใจเล่นส่วนอื่นๆ ของรถเลย

สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เด็กเป็นออทิซึม
มีหลักฐานหลายอย่างที่แสดงว่าเป็นความผิดปกติทางสมอง เช่น
1. เด็กออทิสติคร้อยละ 25 - 30 จะมีอาการของโรคลมชัก ในระยะวัยรุ่น ส่วนเด็กปัญญาอ่อน มักจะมีอาการชักตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 5 ปี ฉะนั้น ถ้าพบว่าเด็กออทิสติคที่มีประวัติชักเมื่อมีไข้สูง ควรได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าของสมอง ( EEG ) ทุกราย ถ้าพบว่ามีความผิดปกติในคลื่นสมองควรให้ยากันชักทันที
2. เด็กที่มีอาการเจ็บป่วยทางกายอื่นๆ เช่น เด็กที่เกิดจากมารดาที่เป็นหัดเยอรมันในระยะตั้งครรภ์คลอดออกมา แล้วพบว่า มีสิ่งแทรกซ้อนจากหัดเยอรมัน อาจมีตาบอด หูหนวกหัวใจพิการแต่กำเนิด และมีลักษณะของออทิซึมด้วย
3. มีหลักฐานแสดงว่า เด็กออทิสติคมีส่วนเกี่ยวข้องทางกรรมพันธุ์ เนื่องจากพบออทิสซึมในคู่แฝดจากไข่ใบเดียวกันมากกว่าคู่แฝดที่เกิดจากไข่คนละใบ อัตราส่วนของออทิสซึมในพี่น้องท้องเดียวกันพบถึง 1 ใน 50 ส่วน ในเด็กทั่วไปจะพบอัตราส่วน 1 ต่อ 2500
4. พบว่ามารดาของเด็กออทิสติค มีประวัติของอาการแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์ และการคลอด มากกว่า 50 %
5. มีความผิดปกติของสารบางอย่างที่เป็นตัวนำทางระบบประสาทสูงขึ้นมาก เช่น ซีโรโตนิน และโดปามีน
6. มีความผิดปกติในระบบภูมิต้านทาน ในเด็กออทิสติคระบบภูมิต้านทาน กลับไปทำลายระบบประสาทของตนเอง
7. แพทย์ทางระบบประสาทและพยาธิวิทยาพบว่า สมองของเด็กออทิสติคมีเซลล์ของสมองผิดปกติอยู่ 2 แห่ง คือ บริเวณที่ควบคุมด้านความจำ อารมณ์ และ แรงจูงใจส่วนอีกบริเวณหนึ่งจะควบคุมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งลักษณะของเซลล์สมองทั้ง 2 แห่ง จะเป็นเซลล์ที่ยังไม่พัฒนา เทียบได้เท่ากับเซลล์สมองเด็กอายุเพียง 38 อาทิตย์ที่อยู่ในครรภ์มารดา
ส่วนปัจจัยทางการเลี้ยงดูนั้นไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่จะเป็นสาเหตุส่งเสริมที่จะทำให้เด็กมีอาการมากขึ้น หรือช่วยให้อาการของเด็กดีขึ้นได้

ระดับอาการของเด็กออทิสติค
เด็กออทิสติคแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ
1. กลุ่มที่มีอาการเพียงเล็กน้อย
2. กลุ่มที่มีอาการปานกลาง
3. กลุ่มที่มีอาการมาก


การป้องกัน
ควรป้องกันเด็กตั้งแต่ในระยะที่อยู่ในครรภ์มารดา มารดาที่ตั้งครรภ์ควรได้รับการดูแลอย่างดีจากผู้ใกล้ชิด คือ สามี ให้มีสุขภาพดีทั้งกายและใจ ไม่ควรรับประทานยาเองเมื่อมีอาการเจ็บป่วย ถ้ามีความไม่สบายใจวิตกกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ปรึกษาแพทย์ และควรฝากครรภ์ตั้งแต่ในระยะต้น

การช่วยเหลือ
หลักในการช่วยเหลือมีจุดมุ่งหมายสำคัญอยู่ 7 ประการ คือ
1. การกระตุ้นเด็กออทิสติคอย่างเหมาะสม เพื่อให้พัฒนาการที่หยุดยั้งได้พัฒนาเป็นปกติตามวัย ซึ่งพ่อแม่จะต้องมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ และเข้ารับการฝึกอบรม เพื่อรับคำแนะนำจากแพทย์และพยาบาล และปฏิบัติต่อเด็กอย่างต่อเนื่อง พ่อแม่ของเด็กจะได้รับการช่วยเหลือเพื่อช่วยบรรเทาความเครียดและความวิตกกังวล และยอมรับในความผิดปกติของเด็กด้วย
2. การลดพฤติกรรมที่ผิดปกติของเด็กออทิสติคโดยใช้พฤติกรรมบำบัด และกิจกรรมอื่นๆ ทดแทน
3. กระตุ้นให้เด็กออทิสติคได้เข้ากลุ่มในวัยเดียวกัน เพื่อพัฒนาทางด้านสังคม และอารมณ์
4. การฝึกให้เด็กพูด และสามารถสื่อความหมายทางภาษาได้ พูดโต้ตอบปฏิบัติตามคำสั่งได้
5. เด็กออทิสติคที่มีปัญหาทางด้านการนอน มีพฤติกรรมที่อยู่ไม่สุข ว่องไว ไม่อยู่นิ่ง หรือมีปัญหาทางด้านอารมณ์รุนแรง จนพยาบาลไม่สามารถฝึกหรือให้กระทำกิจกรรมต่างๆ แพทย์จะเป็นผู้ให้ยาด้วยความระมัดระวัง
6. การฟื้นฟูสมรรถภาพเด็กออทิสติค โดยการใช้กิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมเข้าจังหวะละครบำบัด ดนตรีบำบัด การออกกำลังกาย ซึ่งนับว่าสำคัญมากสำหรับเด็กออทิสติคซึ่งทางโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ ได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิโอสถานุเคราะห์บริจาคสระว่ายน้ำอย่างดีให้เมื่อ พ.ศ. 2531
7. ในเด็กออทิสติคที่มีพฤติกรรมต่างๆ ดีขึ้นแล้ว และมีอายุอยู่ในวัยเรียน ควรจัดให้เรียนในห้องเรียนการศึกษาพิเศษของโรงพยาบาลก่อน ให้เด็กได้มีทักษะทางการเรียนรู้อย่างเหมาะสม เพื่อฝึกความพร้อมเบื้องต้น จึงส่งเรียนร่วมกับเด็กปกติต่อไป เด็กปกติจะเป็นแบบอย่างให้เด็กออทิสติคเป็นอย่างดี

การวินิจฉัยโรค

วัยก่อนเรียน
โรค / ภาวะ
- การได้ยินบกพร่อง
- ปัญญาอ่อน
อาการและการตรวจพบ
- hearing test ผิดปกติ
- พัฒนาการล่าช้าในทุก ๆ ด้าน

วัยเรียน
- Low functioning
- High functioning
โรค / ภาวะ
- ปัญญาอ่อน
- Developmental langauge disorder
- Emotional disturbance
- Attention deficit hyperactivity disorder
อาการและการตรวจพบ
- พัฒนาการล่าช้าในทุก ๆ ด้าน
-พัฒนาการล่าช้าเฉพาะในด้านการเรียนรู้ภาษา การรับฟังการพูดบอกถึงความต้องการ
- อารมณ์แปรปรวน ปรับตัวยาก
- จะเห็นความผิดปกติเด่นชัดเมื่อเด็กเริ่มเข้าเรียนอายุ 5 - 6 ปี มีพฤติกรรมอยู่ไม่สุข สมาธิสั้น ควบคุมอารมณ์ไม่ได้

วัยรุ่นและผู้ใหญ่ระยะต้น
- Low functioning
- High functioning
โรค / ภาวะ
- ปัญญาอ่อน
- Schizotypal personality disorders
- Schizophrenia
อาการและการตรวจพบ
- พัฒนาการล่าช้าในทุก ๆ ด้าน
- มีความผิดปกติด้านบุคลิกภาพแยกตัว มีความคิดผิดปกติ คิดวกวน
- โรคจิตเภท เด็กจะมีพฤติกรรมปกติมาตลอด จนอายุ 6 ปี จึงเริ่มแยกตัว และมีพฤติกรรมผิดปกติทั้งท่าทาง การพูด หลงผิด ประสาทหลอน ความผิดปกติ ทั้งความคิดและอารมณ์

การดูแลรักษา
เนื่องจากยังไม่มีข้อสรุปได้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคออทิซึม เพราะยังขาดหลักฐานยืนยันที่แน่นอนในเรื่องของ พยาธิสภาพทางสรีรวิทยาของออทิซึม ขอสรุปเพื่อเป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วยออทิสติค ดังต่อไปนี้

1. ทำการประเมินความผิดปกติของเด็กจากประวัติที่ได้จากพ่อแม่และผู้เลี้ยงดูเด็ก จัดระดับการพัฒนาด้านสังคม การสื่อความหมายอารมณ์และพฤติกรรมที่ผิดปกติต่างๆ เปรียบเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน สังเกตพฤติกรรมของเด็ก แจ้งถึงการวินิจฉัย แนวทางในการรักษา พร้อมทั้งตอบปัญหาที่ผู้ปกครองสงสัย
2. ฝึกพ่อแม่ของเด็กให้มีความสามารถกระตุ้นพัฒนาการให้เด็ก ตามขั้นตอนในระยะแรก โดยจัดอบรมผู้ปกครองเป็นกลุ่มย่อย และรวมกลุ่มให้ความรู้เรื่องออทิซึม เพื่อให้ผู้ปกครองยอมรับถึงความผิดปกติของเด็กในแต่ละคน สอนแนะนำและสาธิตให้ผู้ปกครองฝึกปฏิบัติการช่วยเหลือเด็กของแต่ละครอบครัวด้วยตนเองที่บ้านเป็นรายบุคคล
3. พฤติกรรมบำบัดเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ และพัฒนาการเรียนรู้
4. อรรถบำบัด เมื่อเด็กเริ่มเปล่งเสียงได้ ก็จะได้รับการฝึกพูดจากนักแก้ไขการพูดและการสื่อความหมาย
5. การศึกษาพิเศษ ที่โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ได้มีการจัดชั้นการศึกษาพิเศษในโรงพยาบาล สอนโดยครูการศึกษาพิเศษ ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากกองการศึกษาเพื่อคนพิการ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 เด็กที่มีความสามารถดีในการเรียนรู้จะถูกส่งไปเรียนร่วมกับเด็กปกติต่อไป
6. โครงการเรียนร่วมกับเด็กปกติ เด็กที่มีความสามารถดีในการเรียนรู้ และมีพฤติกรรมทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ปกติ จะส่งไปขอความช่วยเหลือจาก อาจารย์กองการศึกษาพิเศษกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อช่วยจัดหาโรงเรียนทั่วไปที่เหมาะสมให้
7. การรักษาทางยา การใช้ยาในการรักษานั้นจะเป็นการรักษาตามอาการ
8. การฝึกอาชีพ ควรฝึกอาชีพง่ายๆ ตามความสามารถของเด็กแต่ละคน

****************************

เอกสารอ้างอิง

1.คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ,สำนักงาน ชุดฝึกอบรมด้วยตนเองเรื่องการจัดการศึกษาพิเศษการจัดการศึกษาสำหรับ เด็กออทิสติค. 2541, 61 หน้า
2. เพ็ญแข ลิ่มศิลา,รวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ“ออทิซึม”. 2537, 106 หน้า
 


 


Copyright ©2008  SpecialNeeds.co.th  All rights reserved.

3/136 Baan Klang Muang Srinakarin, Soi Srinakarin 46/1, Srinakarin Road, Nong Born, Prawet, Bangkok 10250
Office Tel. +66-2-1383672-4   Fax. +66-2-1383675  E-mail : info@specialneeds.co.th